...
 
User : Pass :
  ความทรงจำ (Remember) ( เล่าเรื่องโดย บุษบา )     
 

ความทรงจำจากเพื่อน 6/8

 
          นี่เป็นภาพหลังจากที่พวกเราได้สอบ Music Skill หรือสอบปฏิบัติเครื่องดนตรีสากล และ มันก็เป็นครี้งแรกที่อาจารย์จัดสอบก่อนจบ ม.6 ซึ่งพวกเราทั้งหลายนี้เป็นนักเรียนแผนดุริยางค์สากลรุ่นที่ 1 ของโรงเรียน โดยเริ่มจัดการเรียนการสอนในระดับชั้น ม.4 แผนการดรียนนี้จัดขึ้นครั้งแรกในปี 2536 เรียนจบก็ปลายปี 2538 และนี่ก็คือภาพเมื่อประมาณ 18 ปี ที่ผ่านมา....
 
          และ ต่อไปนี้ผมจะเล่าเรื่องราวที่ผมพอจะจำได้ในช่วงก่อนจบ ม.6 ซึ่งมีเรื่องราวที่ทั้งสนุก ๆ และ มันส์ ๆ ต่าง ๆ มากมาย เอาเป็นว่าพอจะจำได้ละกันนะ พวกผมกลุ่มดุริยางค์สากลนี้ทุกคนเข้า ม.4 ได้โดยไม่ต้องสอบเพียงแต่ต้องรักษาหน้าที่การเป็นนักเรียนดุริยางค์ให้ดีที่สุด หมายความว่าเราต้องซ้อม ออกงาน หรือ ทำกิจกรรมต่าง ๆ ของโรงเรียนตามที่กำหนด ดังนั้นภารกิจสำคัญของเราส่วนใหญ่คือการซ้อม....จริง ๆ แล้วเราไม่ได้มีเท่านี้นะครับ เรายังมีเพื่อนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งเรียนสายศิลปะ ดังนั้นห้องเรียนของผมจึงประกอบด้วยเด็กที่เรียนดนตรีสากล และ เด็กที่เรียนศิลปะอยู่ด้วยกัน แต่วิชาที่เรียนอยู่ในสายวิทย์-คณิต คุณว่ามันแปลกมะ...อยู่กับศาสตร์ด้านศิลป์ แต่กับเรียนสายวิทย์ - คณิต มันไม่แปลกหรอกครับ เนื่องจากอาจารย์ของผมท่านมองการไกล ต้องการให้นักเรียนดุริยางค์สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ และ ถ้าหากใครอยากสอบสายดนตรีก็สอบได้ แถมได้ความรู้จากศาสตร์วิทย - คณิตมาเต็ม ๆ เวลาไปสอบมันก็เลยหมูมาก ๆ เน้นแค่การฝึกทักษะด้าน Skill พอ ด้วยเหตุแห่งกาารจัดการเรียนการสอนนี้เองจึงทำให้พวกเราสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้เกือบ 100% เต็ม
 
 
          ส่วนเพื่อนที่เรียนสายศิลป์ ต่างก็มาจากที่ต่าง ๆ คือมาจากต่างโรงเรียน และ เพื่อน ๆ เก่า ๆ ในโรงเรียนของเรา เป็นห้องที่มีเพื่อนผู้หญิงน้อยมาก แต่ละคนนี่มี Style ซึ่งแตกต่างกันซะจริง ๆ ส่วนตัวผมเองสมัยเรียน ม.ปลาย ก็เป็นคนธรมมดา ๆ คนหนึ่งของวง โดยอาศัยความสามารถด้านดนตรีในการเรียนต่อนั่นเอง ส่วนใหญ่เพื่อนในห้องเป็นคนที่เรียนหนังสือเก่ง ๆ กันทั้งนั้นเลยครับ ส่วนผมเรียนแทบไม่รู้เรื่อง เอาแค่ว่าผ่านแต่ละวิชาก็บุญนักหนาล่ะครับ ไม่ใช่ไม่ขยันนะ...แต่มันเรียนไม่รู้เรื่องจริง ๆ มันไม่เข้าใจ...เรียนเลขก็ไม่เข้าใจ.....เรียนฟิสิกส์ เคมี ก็ไม่เข้าใจ.....แต่เรียนชีวะ เออ อันนี้พอเข้าใจเพราะมันไม่ซับซ้อนมากในความเข้าใจของผม....ดังนั้นถ้าเป็นวิชาอะไรที่เกี่ยวกับการคำนวนนี่ต้องบอกตรง ๆ เลยว่า "กูยอม" จบมะ...
 
          พักเรื่องเรียนก่อนเดี๋ยวผมจะพาทุกท่านไปท่องดินแดนศักสิทธิ์ ณ บัดนี้...
 
          ในช่วงก่อนจบพวกเหล่าเหล่าชายทั้งหมายมีพันธะสัญญากันว่าไปต้องไปเดินขึ้นสู่ยอดเขาศักสิทธิ์ให้จงได้ ด้วยด้วยเท้าเปล่า ๆ นี่หล่ะครับ...เออ จริง ๆ ใส่รองเท้าครับ ที่ผมจำได้ก็คือ เรานัดเจอกันประมาณสักตี 3 ตี 4 ละมั้ง แล้วก็นั่งรถกระบะของใครไม่รู้จำไม่ได้ ล้อหมุนมุงสู่หุบเขาศักสิทธิ์ และ ชายชุดดำเหล่านั้นก็มาถึงที่หมายปลายตีนเขา
 
 
          เหตุการในวันนั้นเป็นเหตุการณืที่ผมจะไม่มีวันลืมเป็นอันขาด มันเป็นเหตุการณ์ที่ทดสอบความกล้าของเหล่าชายอกสามซอกอย่างพวกเรา หลังจากกระโดดลงจากท้ายรถกระบะ ทุกคนต่างตรวจเช็คสภาพร่างกาย เสื้อผ้า กระเป๋าสะพาย และ ที่สำคัญขาดไม่ได้คือ น้ำ และ อาหาร หลังจากนั้นครวจเช็คความพร้อมแล้วทุกคนต่างย่างก้าวออกเดินด้วยความมั่นใจ โดยเฉพาะผมนี่ยกสองมืออธิษฐานก่อนเลยว่าขอให้การเดินในครั้งนี้สำเร็จได้ดังใจปราถนาด้วยเถิด...
 

 
          การเดินขึ้นเขาพระบาทในช่วงนั้นคนยังไม่มากมายเท่าปัจจุบันนี้ และ ต้องเดินขึ้นลงด้วยเท้าอย่างเดียวไม่มีบริการรถโดยสารเหมือนในบัจจุบันนี้ และ ด้วยการเดินด้วยจิตตั้งมั่นนี้เองผมจึงรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่น่าศรัทธาจริง ๆ เพราะกว่าจะเดินถึงยอดเขาพระบาทพรวงเราจะต้องบุกป่าฝ่าดง ไต่หิน กันเหน็ดเหนื่อย ไหนจะต้องต่อรู้กับระยะทาง ความสูง ความมืดสงัด อีกทั้งยังต้องเอาชนะแรงดึงดูดโลก เพราะถ้าท่านขาไม่แข็งแรงพอก็อาจมีสิทธิ์ร่วงได้ จะเอาร่างกายอันสมบูรณ์แข็งแรงฟิตปึงปั๋งสมัยนั้นมาเทียบกับร่างการที่แดกเบียร์เป็นนิจสมัยนี้ไม่ได้เลย....ถ้าให้ไปเดินตอนนี้ผมว่าคงจะร่วงตั้งแต่ก่อนถึง 100 เมตรกระมัง.......ในช่วงนั้นต้องบอกตรง ๆ เลยว่าพวกเราร่างกายฟิตมากครับพอซ้อมดนตรีเสร็จก็วิ่ง แตะบอล ทำอย่างนี้เป็นประจำในช่วงนั้น เรื่อง เหล้า บุหรี่ นี่ รังเกรี้ยด รังเกรียด....แต่ตอนนี้เหล้า เบียร์ ฟาดทุกวันเป็นอาจิน บางคนอาจจะนึกไม่ออกว่าฟิตขนาดไหน .....ก็ขนาดนี้ละครับดังภาพ
 
 
          สิ่งที่ทำให้ผมและเพื่อน ๆ ทุกคนเดินไปสู่จุดมุงหมายได้ อาจเป็นเพราะทุกคนมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน มีเป้าหมายเดียวกัน จึงทำให้ทุกคนประสบความสำเร็จร่วมกัน บางคนอาจจะคิดว่ามันก็ไม่เห็นจะยากตรงไหนกับการเดินขึ้นเขาธรรมดา ๆ ผมขอบอกว่ามันแตกต่างครับ เพราะถ้าหากคุณเดินคนเดียวคุณก็ไปเรื่อย ๆ ของคุณจนถึงจุดมุ่งหมายนั่นหล่ะครับ หรือ ถ้าหากคุณตกเขาตายคุณก็ตกไปคนเดียวไม่มีเพื่อนนำศพคุณกลับบ้าน คุณก็กลายเป็นผีเฝ้าภูเขาไป....แต่พวกเรามันคือการร่วมมือร่วมใจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน คนที่อยู่ข้างหน้าก็จะเป็นผู้ที่บุกเบิกทางยอมที่จะประสบปัญหาก่อนเพื่อน ๆ เป็นคนที่ทำให้คนที่อยู่ข้างหลังก้าวเดินได้อย่างปลอดภัย และ คอยที่จะหยิบยืนมือมาช่วยคนข้างหลัง.........
 
 
          ส่วนคนที่อยู่หลังสุด ไม่ใช่เพราะเขาเป็นคนเดินช้า แต่มันรู้ว่าต้องคอยดูแลเพื่อนที่อยู่ข้างหน้า และ คอยระวังอันตรายที่อาจจะมาจากข้างหลัง  ส่วนคนที่เดินตรงกลางก็ไม่ใช่ว่ามันเป็นคนขี้กลัว แต่มันรู้ว่าถ้าไอ้เพื่อนคนแรกที่นำทางของมันเกิดสะดุดหินล้มหงายหลังมาละก็ อย่างน้อยพวกมันที่อยู่ตรงกลงก็ยังคงมีแรงที่จะคอยรับเพื่อนของมันไม่ให้ลงไปกระแทกกับหินได้.....จะเห็นเห็นว่า การทำอะไรเป็นหมู่ เป็นคณะ ถ้าทุกคนมีใจร่วมกันอย่างไงก็สำเร็จได้ด้วยดี......พวกเราใช้เวลาเดินขึ้นจากตีนเขาถึงพระบาทพลวงประมาฯสองชั่วโมง แม้จะถึงที่หมายแล้วแต่ก็ยังคงมืดอยู่แสงตะวันยังไม่ปรากฏ แต่นั่นหล่ะคือสิ่งที่เราต้องการเพราะผม และ เพื่อน ๆ ต่างเฝ้ารอคอยแสงพระอาทิตย์ยามเช้า.....จากนั้นทุกคนก็ล้างหน้าล้างตา ล้างร่างกายที่เต็มไปด้วยเหงื่อไคล พอประมาณ ขอบอกว่าน้ำเย็นโครต......คราวนี้ก็เริ่มหิวแล้วสิ ต่างคนก็ต่างหยิบน้ำและอาหารที่เตรียมมาของใครของมัน สำหรับผมดันซื้อข้าวมันไก่ไป ปรากฏว่าเปิดออกมา ข้าวแข็งแป้กเลย แต่อย่างไงก็ต้องกระเดือกลงคอให้ได้เพราะ ไม่มีอะไรจะกิน กินไปก่อนเป็นไงเป็นกัน เพราะต้องเตรียมแรงขาลงด้วย....
 
 
          และแล้วแสงแดดยามเช้าที่พวกเราเฝ้ารอก็ปรากฏ มันเป็นความรู้สึกที่ดีและอบอุ่นเป็นอย่างมาก เมื่อแสงปรากฏภาพที่จากไม่เห็นก็ค่อย ๆ ปรากฏชัดขึ้น สิ่งที่เห็นคือภาพของก้อนเมฆที่ลอยมาจนมากับเรามันเหมือนกับเราอยู่บนก้อนเมฆ อากาศที่เรากำลังสูดดมนี้ชั่งสดชื่นจริง ๆ หลงใหลมันจนแทบไม่อยากจะลงจากเขา พอดูดดื่มกับบรรยากาศกันอย่างอิ่มเอมแล้ว ผมและคณะก็เดินเข้าไปในป่าต่อ ระหว่างที่เดินก็แลเห็นเหล่าผู้ปฏิบัติธรรมต่างจับจองพื้นที่ทำสมาธิวิปัสนาก็เป็นจุด ๆ ไป ซึ่งก็ไม่ได้หนาแน่นเหมือนสมัยนี้ ในขณะที่เดินเข้าไปนั้นมีพระสงฆ์เตือนว่าอย่าเดินเข้าไปลึกมากนักเพราะอาจพบสัตว์อันตราย แต่เชื่อกันว่าช่วงเทศกาลขึ้นเขาพระบาทพลวงได้มีการสะกดสัตว์อันตรายต่าง ๆ ให้อยู่ที่ ๆ ควรอยู่ เขาว่ากันอย่างนั้นนะ แต่สำหรับผมเชื่อพระดีกว่า อย่าเดินเข้าไปลึกมาก และ เมื่อเดินเข้าไปเรื่อย ๆ จะจะพบพระสงฆ์ปักกรด หรืออาจจะเป็นการสร้างเรือนกุฎิอย่างง่าย ๆ โดยใช้ไม้ที่อยู่ในป่า หรือ ไม้ไผ่ มาทำเป็นเรือนกุฎิ ซึ่งมองดูแล้วก็รู้ถึงความสันโดดของเหล่านั้นจริง ๆ ท่านคงมีความมุ่งมั่นในการบำเพ็ญธรรมของท่านอย่างจริงจังทีเดียว เมื่อเข้าลึกเข้าไปอีกเราก็จะได้ยินเสียงนกต่าง ๆ มากมาย.......
 
          หลังจากเดินเล่นจนเพลิดเพลินเจริญใจแล้วก็ได้เวลากลับ พวกเราทุกคนต่างตรวจเช็คของส่วนตัวเพื่อความพร้อมก่อนลง แต่ก่อนลงก็ได้มีโอกาสถ่ายรูปร่วมกัน เพราะไหน ๆ ก็อุตส่าห์เดินขึ้นมาซะขนาดนี้ก็ต้องมีรูปเป็นที่ระลึกกันหน่อย มันเป็นรูปที่ดูเมื่อไหร่ก็รู้สึกดี มันทำให้ผมนึกถึงเรื่องราวนี้เสมอ และ คงคิดว่าเพื่อน ๆ ที่เห็นรูปนี้ทุกคนคงจำเหตุการณืในวันนั้นได้เหมือนผมเช่นกัน....

 

Written by บุษบา
 
xxx
 

เรื่องที่เกี่ยวข้องกับ

" ความทรงจำจากเพื่อน 6/8 "

ความทรงจำจากเพื่อน 6/8
ถ้าไม่ได้กูมึงเป็นหมาข้างถนนไปแล้ว

...

บุษบา Main Story

  การเดินทางไปต่างประเทศครั้งแรก (เส้นทางสู่ WMC ครั้งที่ 1)
  เส้นทางสู่ WMC ครั้งที่ 2
  บุคคลสำคัญในวงการโยธวาทิตไทย
  Music Education
  เรื่องดี ๆ ของสังคมไทย
  ความทรงจำ (Remember)
นี่คือเพื่อนของคุณ บุษบา
 
 
 
 
Copyright (c) 2011 ThailandBand.com. All rights reserved. Design by Thailand Band Group.
...